โรคไวรัสตับอักเสบอี (Hepatitis E) คืออะไร?

 
 
 

           โรคไวรัสตับอักเสบอี Hepatitis E virus (HEV) คือการติดเชื้อไวรัสชนิด Hepatitis E virus (HEV) ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบของตับ ส่งผลให้มีอาการคล้ายโรคตับอักเสบจากไวรัสชนิดอื่น เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง อ่อนเพลีย หรือปวดท้องด้านขวาบน โดยมักพบการติดเชื้อได้จาก การรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อน ถือเป็นโรคที่พบได้ในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะหายได้เอง แต่ในบางราย โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์และผู้มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับตับ อาจมีอาการรุนแรงจนเกิดภาวะตับวายได้ จึงควรสังเกตอาการและเข้ารับการตรวจอย่างเหมาะสม 

เชื้อ HEV มีกี่สายพันธุ์ ? 

           HEV มีหลาย genotype ที่พบในคนและสัตว์ โดยแต่ละชนิดมีความเกี่ยวข้องกับการแพร่เชื้อแตกต่างกัน 

  • Genotype 1 และ 2 พบเฉพาะในคน ติดต่อผ่านน้ำปนเปื้อน มักทำให้เกิดการระบาดในประเทศกำลังพัฒนา 

  • Genotype 3 และ 4 พบทั้งในคนและสัตว์ เช่น หมูป่า กวาง → ทำให้เกิดโรคในผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์ไม่สุก 

           ประเทศไทยพบได้มากในกลุ่ม Genotype 3 และ 4 ดังนั้นอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ โดยเฉพาะ ตับหมูดิบ/กึ่งสุก คือปัจจัยเสี่ยงสำคัญ

สาเหตุและเส้นทางการแพร่เชื้อ เชื้อไวรัสตับอักเสบอีแพร่ผ่านระบบทางเดินอาหาร (fecal–oral route) โดยเส้นทางหลักมีดังนี้ 

  1. การรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำปนเปื้อน เป็นสาเหตุหลักที่สุด เช่น น้ำดื่ม น้ำแข็งจากแหล่งที่ไม่สะอาด ผัก ผลไม้ที่ล้างด้วยน้ำสกปรก เนื้อสุกร/หมูป่า/กวาง ที่ปรุงไม่สุก อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ที่ปนเปื้อนเชื้อ 

  2. การสัมผัสสิ่งคัดหลั่งหรือพื้นผิวปนเชื้อ เช่น อุจจาระผู้ป่วย หรือการทำอาหารโดยไม่ได้ล้างมือ 

  3. การติดเชื้อจากสัตว์สู่คน (Zoonotic transmission) พบได้จากเนื้อหมูเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในประเทศแถบเอเชีย 

  4. การติดเชื้อจากแม่สู่ลูก พบไม่บ่อย แต่หากเกิดขึ้น อาจทำให้แม่และทารกอาการรุนแรง 

อาการของไวรัสตับอักเสบอี 

           หลังรับเชื้อช่วงฟักตัวประมาณ 2–8 สัปดาห์ อาการอาจเริ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป แบ่งได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่ 

  1. ระยะก่อนดีซ่าน (คล้ายเป็นไข้ทั่วไป) มักมีอาการไข้ต่ำ อ่อนเพลียมาก ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้องท้องอืด 

  2. ระยะดีซ่าน (ตับอักเสบชัดเจน) ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้มเหมือนน้ำปลา อุจจาระสีซีด ปวดหรือแน่นชายโครงขวา คันตามตัว (พบในบางราย) 

  3. ระยะฟื้นตัว อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น ค่าเอนไซม์ตับ (AST/ALT) ลดลง ส่วนใหญ่หายภายใน 4–6 สัปดาห์ 

อาการที่ควรมาพบแพทย์โดยด่วน 

  • ตัวเหลืองมากขึ้น 

  • ซึม อ่อนเพลียจนทำงานไม่ได้ 

  • ไม่รับประทานอาหาร 

  • อาเจียนตลอด 

  • มีเลือดออกง่าย (เป็นสัญญาณตับล้มเหลว) 

ใครคือกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ 

  • หญิงตั้งครรภ์ (อันตรายที่สุด) เสี่ยงตับวายเฉียบพลัน (Acute liver failure) เสี่ยงคลอดก่อนกำหนด แท้ง หรือทารกเสียชีวิต พบการเสียชีวิตสูงกว่าในผู้หญิงทั่วไปมาก 

  • ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง เช่น ไวรัสตับอักเสบ B/C, ตับแข็ง → มีโอกาสรุนแรงกว่าปกติ 

  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ ใช้ยากดภูมิ ผู้ป่วย HIV 

  • ผู้ที่ประกอบอาชีพสัมผัสสัตว์ / เขียงหมู เช่น คนฆ่าสัตว์ คนทำฟาร์มหมู คนขายเนื้อหมู 

การรักษาไวรัสตับอักเสบอี 

           ไวรัสตับอักเสบอี (Hepatitis E) เป็นโรคตับที่ติดต่อผ่านทางอาหารและน้ำที่ปนเปื้อน พบได้บ่อยในประเทศกำลังพัฒนา โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักหายเองภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่ในบางกลุ่มอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ จึงควรเข้าใจวิธีดูแลรักษาอย่างถูกต้อง การรักษาจึงเน้น การประคับประคองตามอาการ (Supportive care) ได้แก่

  • พักผ่อนให้เพียงพอ 

  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 

  • หลีกเลี่ยงยาที่มีพิษต่อตับ เช่น พาราเซตามอลเกินขนาด, สมุนไพรไม่ทราบแหล่งที่มา 

  • ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ 

  • รับประทานอาหารย่อยง่าย ลดไขมัน 

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น 

           แม้ส่วนใหญ่ไม่รุนแรง แต่บางรายอาจมีภาวะอันตราย เช่น 

  • ตับวายเฉียบพลัน พบมากในหญิงตั้งครรภ์และผู้ป่วยตับเรื้อรัง

  • เลือดออกผิดปกติ เกิดจากตับไม่สามารถสร้างโปรตีนการแข็งตัวของเลือดได้

  • ภาวะแทรกซ้อนในทารก หากแม่ติดเชื้อช่วงไตรมาส 3 จะเสี่ยงคลอดก่อนกำหนดและทารกเสียชีวิต

  • การติดเชื้อเรื้อรัง พบในผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น ผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ

           หากคุณมีอาการที่ใกล้เคียงกับ ไวรัสตับอักเสบอี เช่น อ่อนเพลียมาก ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระซีด ปวดชายโครงขวา เบื่ออาหาร หรือเริ่มมีอาการ ตัวเหลือง ตาเหลือง ควร เข้ารับการประเมินโดยแพทย์ทันที เพื่อวินิจฉัยสาเหตุอย่างถูกต้อง และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

          ที่มา : โรงพยาบาลพญาไท