นอนน้อย เครียด ฝุ่น PM2.5 ภัยเงียบที่สะสมทำร้ายปอด และการหายใจ
ในชีวิตประจำวันของคนเมือง ภาวะนอนน้อย ความเครียดเรื้อรัง และฝุ่น PM2.5 กลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แม้ดูเหมือนไม่รุนแรงในระยะสั้น แต่เมื่อปัจจัยเหล่านี้สะสมต่อเนื่อง อาจกลายเป็นภัยเงียบที่ส่งผลกระทบต่อ “ปอด” และ “ระบบทางเดินหายใจ” ได้อย่างคาดไม่ถึงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ก่อนที่ปอดจะส่งสัญญาณเตือน… พฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันของคนเมือง อาจกำลังบั่นทอนระบบหายใจโดยไม่รู้ตัว ได้แก่
นอนน้อย ภูมิคุ้มกันลด ปอดอ่อนแอ การนอนหลับที่ไม่เพียงพอ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้ร่างกายมีความสามารถในการป้องกันเชื้อโรคและอนุมูลอิสระได้น้อยลง เพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อในทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด ไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ ลดการซ่อมแซมเซลล์และเนื้อเยื่อของปอดในช่วงกลางคืน ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง (Chronic Inflammation) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกที่ทำให้โรคปอดกำเริบ
ความเครียด กระทบทั้งระบบหายใจและฮอร์โมน ความเครียดเรื้อรังส่งผลให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลในปริมาณมาก ส่งผลต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ รวมถึง “ระบบหายใจ” ทำให้หายใจตื้น หายใจเร็ว ร่างกายได้รับออกซิเจนน้อยลง ความเครียดทำให้กล้ามเนื้อหายใจเกร็ง เพิ่มความรู้สึกเหนื่อยหอบ มีส่วนเร่งให้โรคหอบหืดหรือโรคปอดเรื้อรังกำเริบ ทำให้ภูมิคุ้มกันของเยื่อบุทางเดินหายใจลดลง ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
ฝุ่น PM2.5 ทำลายเซลล์ปอดในระดับลึก PM2.5 คือฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน ที่เล็ดลอดเข้าสู่ปอดได้ลึกถึงถุงลม โดยไม่ถูกกรองด้วยขนจมูกหรือเยื่อเมือกทางเดินหายใจ ฝุ่นสามารถกระตุ้นให้เกิด การอักเสบของถุงลม (Alveolar inflammation) เพิ่มความเสี่ยงของโรค ถุงลมโป่งพอง (Emphysema), โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD), และ มะเร็งปอด หากร่างกายอ่อนแอจากนอนน้อยและเครียดร่วมด้วย จะยิ่งเร่งให้ปอดเสื่อมเร็วขึ้น
ปอดไม่แข็งแรง หายใจไม่มีคุณภาพ เมื่อทั้ง 3 ปัจจัย นอนน้อย เครียด และฝุ่นพิษ มาบรรจบกันในระยะเวลานาน จะส่งผลให้หายใจไม่เต็มปอด เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียเรื้อรัง ระบบกรองฝุ่นและเชื้อโรคในทางเดินหายใจทำงานลดลง เสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังแม้อายุยังน้อย
ใครบ้างที่เสี่ยงได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ ?
คนทำงานเมืองที่พักผ่อนน้อย ทำงานหน้าจอ หรือทำงานเป็นรอบเวลา
ผู้ที่ต้องเผชิญความเครียดสูงต่อเนื่อง
เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคปอดเดิม เช่น หอบหืด ภูมิแพ้ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
ผู้ที่ต้องอยู่กลางแจ้งหรือเดินทางในช่วงค่าฝุ่นสูงเป็นประจำ
อย่าปล่อยให้ปอดส่งสัญญาณเตือนนานเกินไป เมื่อไรควรพบแพทย์ ? อาการผิดปกติของระบบทางเดินหายใจในระยะแรกมักไม่รุนแรง และหลายคนเลือกมองข้ามเพราะคิดว่าเป็นเพียง “ความเหนื่อยสะสม” หรือ “อาการชั่วคราวจากฝุ่นหรือความเครียด” แต่ในความเป็นจริง อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของปอดที่กำลังอ่อนแอ หรือเริ่มมีการอักเสบสะสม หากปล่อยไว้นานอาจพัฒนาไปสู่โรคปอดเรื้อรังได้ ควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินสุขภาพปอด หากมีอาการดังต่อไปนี้
เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม หรือหอบแม้ทำกิจกรรมเล็กน้อย เช่น เดินขึ้นบันได
ไอเรื้อรัง ไอแห้ง ไอมีเสมหะ หรือไอมากขึ้นในช่วงค่าฝุ่น 5 สูง
แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีด หรือรู้สึกหายใจติดขัด
ติดเชื้อทางเดินหายใจบ่อย เป็นหวัด หลอดลมอักเสบ หรือปอดอักเสบซ้ำ ๆ
อ่อนเพลียเรื้อรัง นอนหลับไม่สดชื่น แม้พักผ่อนแล้วอาการไม่ดีขึ้น
มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับปอด หัวใจ หรือภูมิแพ้ และอาการกำเริบถี่ขึ้น
ทำงานหรือใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่น ควัน หรือมลพิษเป็นเวลานาน
การตรวจสุขภาพปอดตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เช่น การประเมินสมรรถภาพปอด (Pulmonary Function Test) การตรวจค่าการอักเสบของหลอดลม (FeNO) การตรวจสมรรถภาพปอดและหัวใจ (CPET) เอกซเรย์ปอด หรือการตรวจเพิ่มเติมตามดุลยพินิจแพทย์ จะช่วยค้นหาความผิดปกติได้เร็ว ชะลอการเสื่อมของปอด และวางแผนการดูแลรักษาได้อย่างเหมาะสม ก่อนที่อาการจะรุนแรงหรือเรื้อรังจนกระทบคุณภาพชีวิต
ดูแลปอดอย่างไร เมื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงไม่ได้ ? แม้จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงมลภาวะหรือความเครียดได้ 100% แต่สามารถลดผลกระทบต่อปอดได้ด้วยการ
นอนหลับให้ได้คุณภาพอย่างน้อย 7–8 ชั่วโมงต่อคืน
ฝึกการหายใจลึกและช้า (Deep Breathing) เพื่อลดความตึงของกล้ามเนื้อหายใจ
สวมหน้ากากป้องกัน 5 เมื่อค่าฝุ่นสูง และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง
ดูแลสุขภาพจิต ลดความเครียดด้วยการออกกำลังกายเบา ๆ หรือทำกิจกรรมผ่อนคลาย
ตรวจสุขภาพปอดประจำปี โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่ มีโรคประจำตัว หรือทำงานในพื้นที่เสี่ยง
ภาวะนอนน้อย ความเครียดเรื้อรัง และฝุ่น PM2.5 อาจดูเป็นเรื่องใกล้ตัวที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่เมื่อสะสมต่อเนื่อง กลับส่งผลกระทบต่อปอดและระบบทางเดินหายใจอย่างเงียบ ๆ ตั้งแต่การลดภูมิคุ้มกัน การอักเสบเรื้อรัง ไปจนถึงความเสี่ยงของโรคปอดรุนแรงในระยะยาว
การดูแลปอดไม่ใช่เพียงการรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่คือการใส่ใจคุณภาพการนอน ลดความเครียด ป้องกันฝุ่นพิษ และสังเกตสัญญาณผิดปกติของร่างกายอยู่เสมอ หากมีอาการเหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม ไอเรื้อรัง แน่นหน้าอก หรืออาการกำเริบในช่วงค่าฝุ่นสูง อย่ารอให้ปอดอ่อนแอจนฟื้นฟูได้ยาก
ที่มา : โรงพยาบาลพญาไท